ที่เที่ยวอินเดีย | เปิดประสบการณ์สุดขอบแดนภารตะ กับ 25 ที่เที่ยวอินเดียที่ต้องไปเยือนสักครั้ง
ที่เที่ยวอินเดีย ดินแดนแห่งสีสัน วัฒนธรรม และประวัติศาสตร์อันยิ่งใหญ่ ที่นี่เต็มไปด้วยเสน่ห์จากเมืองโบราณ พระราชวังสุดอลังการ วัดฮินดูอันศักดิ์สิทธิ์ และธรรมชาติอันน่าตื่นตา ไม่ว่าคุณจะเป็นสายบุญ สายธรรมชาติ หรือสายถ่ายรูป อินเดียมีสถานที่ท่องเที่ยวมากมายที่รอให้คุณไปสัมผัส มาดูกันว่า 25 ที่เที่ยวในอินเดียที่ห้ามพลาดมีที่ไหนบ้าง
ที่เที่ยวอินเดีย | 25 สถานที่ที่ควรไป
1. ทัชมาฮาล (Taj Mahal) – อักรา
ทัชมาฮาลเป็นหนึ่งในอนุสรณ์สถานที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลกและได้รับการยกย่องให้เป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคใหม่ ตั้งอยู่ในเมืองอักรา รัฐอุตตรประเทศ สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1632 โดยจักรพรรดิชาห์ชะฮันแห่งจักรวรรดิโมกุล เพื่อเป็นสุสานแด่พระมเหสีมุมตัส มาฮาล โครงสร้างของทัชมาฮาลเป็นสถาปัตยกรรมแบบโมกุลที่ผสมผสานศิลปะเปอร์เซีย อิสลาม และอินเดีย ตัวอาคารสร้างจากหินอ่อนสีขาวบริสุทธิ์ มีลวดลายประดับอัญมณีที่สลักอย่างวิจิตรงดงาม
ความโดดเด่นของทัชมาฮาลคือความสมมาตรที่สมบูรณ์แบบ และรายละเอียดที่ประณีตจากงานแกะสลักหินอ่อน เทคนิคการตกแต่งที่ใช้หินมีค่าอย่างลาพิสลาซูลี แจสเปอร์ และเทอร์ควอยซ์ นอกจากนี้ ภายในสวนของทัชมาฮาลยังมีบ่อน้ำพุที่สะท้อนภาพตัวอาคารอย่างงดงาม ทำให้ที่นี่กลายเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมสำหรับนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก
เหตุผลที่ควรไปเยือนทัชมาฮาลคือความยิ่งใหญ่ของประวัติศาสตร์ ความโรแมนติกของเรื่องราวเบื้องหลัง และสถาปัตยกรรมที่งดงามไม่เหมือนที่ไหนในโลก โดยเฉพาะช่วงพระอาทิตย์ขึ้นและตก ที่ทัชมาฮาลจะเปลี่ยนเฉดสีตามแสงแดด ตั้งแต่สีชมพูในยามเช้า สีทองอ่อนๆ ในตอนเย็น ไปจนถึงสีขาวนวลในคืนพระจันทร์เต็มดวง

วิธีเดินทางไป : จากเดลีสามารถเดินทางไปอักราโดยรถไฟ Gatimaan Express (ใช้เวลา 1.5 ชั่วโมง) หรือรถบัส และแท็กซี่ (ใช้เวลาประมาณ 3-4 ชั่วโมง)
เวลาเปิด-ปิด : เปิดทุกวัน ยกเว้นวันศุกร์ เวลา 06:00 – 19:00 น. (ช่วงกลางคืนเปิดเฉพาะวันพระจันทร์เต็มดวง)
2. พระราชวังเมืองชัยปุระ (City Palace) – ชัยปุระ
พระราชวังเมืองชัยปุระ เป็นหนึ่งในสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ของรัฐราชสถาน ตั้งอยู่ใจกลางเมืองชัยปุระ สร้างขึ้นในช่วงศตวรรษที่ 18 โดยมหาราชาไสวใจสิงห์ที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งเมืองชัยปุระ พระราชวังแห่งนี้เป็นศูนย์กลางการปกครองและที่ประทับของราชวงศ์ชัยปุระมาหลายชั่วอายุคน
ตัวพระราชวังโดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมที่ผสมผสานระหว่างศิลปะราชสถานและโมกุล ภายในประกอบด้วยอาคารสำคัญ เช่น ‘ชันทรมาฮาล’ (Chandra Mahal) ที่เป็นที่ประทับของมหาราชา, ‘มูบารักมาฮาล’ (Mubarak Mahal) ที่ปัจจุบันเป็นพิพิธภัณฑ์เครื่องแต่งกาย และ ‘พิทัม นิยาส’ (Pritam Niwas Chowk) ซึ่งเป็นลานที่มีประตูตกแต่งลวดลายศิลปะอันวิจิตรงดงาม
พระราชวังเมืองชัยปุระถือเป็นจุดหมายปลายทางสำคัญที่ควรไปเยือน เพราะนอกจากจะได้ชมสถาปัตยกรรมอันสวยงามแล้ว ยังสามารถเรียนรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของราชวงศ์ชัยปุระ และชมข้าวของเครื่องใช้ของกษัตริย์ราชสถานในอดีต

วิธีเดินทางไป : จากสนามบินชัยปุระสามารถนั่งแท็กซี่หรือรถตุ๊กตุ๊กไปยังพระราชวังได้ (ใช้เวลา 30 นาที)
เวลาเปิด-ปิด : เปิดทุกวัน เวลา 09:30 – 17:00 น.
3. พระราชวังสายลม (Hawa Mahal) – ชัยปุระ
พระราชวังสายลมหรือ Hawa Mahal เป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ของเมืองชัยปุระ มีชื่อเสียงจากรูปทรงของอาคารที่มีหน้าต่างเล็กๆ จำนวนมาก ซึ่งออกแบบให้ลมสามารถพัดผ่านได้ตลอดเวลา สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1799 โดยมหาราชาประทับสิงห์ เพื่อให้สตรีในราชสำนักสามารถมองเห็นกิจกรรมภายนอกได้โดยไม่ต้องออกจากพระราชวัง
ตัวอาคารของ Hawa Mahal สร้างจากหินทรายสีชมพูที่เป็นเอกลักษณ์ของชัยปุระ รูปแบบการออกแบบได้รับอิทธิพลจากศิลปะฮินดูและโมกุล หน้าต่างขนาดเล็กที่เรียงตัวกันเป็นชั้นทำให้เกิดภาพที่น่าประทับใจ และเมื่อกระทบแสงแดดจะเปล่งประกายงดงาม
การมาเยือน Hawa Mahal จะทำให้คุณได้สัมผัสเสน่ห์ของราชสถานอย่างแท้จริง อีกทั้งยังเป็นจุดชมวิวที่ดีเยี่ยมสำหรับมองเห็นเมืองชัยปุระจากมุมสูง

วิธีเดินทางไป : ตั้งอยู่ในใจกลางเมืองชัยปุระ สามารถเดินทางโดยแท็กซี่ รถตุ๊กตุ๊ก หรือเดินจาก City Palace ได้
เวลาเปิด-ปิด : เปิดทุกวัน เวลา 09:00 – 16:30 น.
4. วัดทอง (Golden Temple) – อัมริตซาร์
วัดทอง (Golden Temple) หรือชื่อทางการคือ ‘ฮัรมันดิร ซาฮิบ’ (Harmandir Sahib) เป็นศาสนสถานสำคัญของศาสนาซิกข์ ตั้งอยู่ในเมืองอัมริตซาร์ รัฐปัญจาบ ก่อตั้งขึ้นในศตวรรษที่ 16 โดยคุรุราม ดาส (Guru Ram Das) และต่อมามีการตกแต่งด้วยทองคำบริสุทธิ์ทำให้ได้รับชื่อว่า ‘วัดทอง’
ภายในวัดมีสระน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่เชื่อกันว่ามีพลังบำบัด ผู้แสวงบุญมักมาชำระร่างกายที่นี่ นอกจากนี้ บรรยากาศภายในยังเต็มไปด้วยความสงบ และเสียงสวดมนต์จากศาสนาซิกข์
เหตุผลที่ควรไปเยือน Golden Temple คือความศักดิ์สิทธิ์และสถาปัตยกรรมอันงดงาม รวมถึงการได้สัมผัสวิถีชีวิตของชาวซิกข์ที่เคร่งครัดในศาสนา

วิธีเดินทางไป : จากสนามบินอัมริตซาร์สามารถนั่งแท็กซี่ไปยังวัดได้ในเวลา 20 นาที
เวลาเปิด-ปิด : เปิดตลอด 24 ชั่วโมง
5. วัดมหาโพธิ์ (Mahabodhi Temple) – พุทธคยา
วัดมหาโพธิ์ เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของศาสนาพุทธ ตั้งอยู่ในเมืองพุทธคยา รัฐพิหาร สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราชในศตวรรษที่ 3 ก่อนคริสต์ศักราช เป็นสถานที่ที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์
จุดเด่นของวัดคือเจดีย์สูงที่สร้างในสไตล์สถาปัตยกรรมคุปตะ ภายในมีพระพุทธรูปปางสมาธิขนาดใหญ่ และยังมีต้นพระศรีมหาโพธิ์ที่เชื่อกันว่าเป็นหน่อจากต้นดั้งเดิมที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้
การไปเยือนวัดมหาโพธิ์เป็นโอกาสสำคัญในการเรียนรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนาและสัมผัสบรรยากาศแห่งความสงบ

วิธีเดินทางไป : จากเมืองคยา สามารถนั่งแท็กซี่หรือรถตุ๊กตุ๊กไปวัดได้ในเวลา 15 นาที
เวลาเปิด-ปิด : เปิดทุกวัน เวลา 05:00 – 21:00 น.
6. สารนาถ (Sarnath) – พาราณสี
สารนาถ เป็นสถานที่สำคัญทางศาสนาพุทธ ตั้งอยู่ในเมืองพาราณสี รัฐอุตตรประเทศ เป็นสถานที่ที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงปฐมเทศนาแก่ปัญจวัคคีย์ทั้งห้า หลังจากตรัสรู้ที่พุทธคยา ในช่วงศตวรรษที่ 3 ก่อนคริสต์ศักราช พระเจ้าอโศกมหาราชได้สร้างเสาอโศกขึ้นที่นี่ และทำให้สารนาถกลายเป็นศูนย์กลางของพระพุทธศาสนา
บริเวณสารนาถมีโบราณสถานสำคัญ เช่น ธัมเมกขสถูป (Dhamek Stupa) ซึ่งเป็นสถูปที่เชื่อกันว่าสร้างในจุดที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงปฐมเทศนา และ พิพิธภัณฑ์สารนาถ (Sarnath Museum) ที่เก็บรักษาโบราณวัตถุและพระพุทธรูปอันเก่าแก่
เหตุผลที่ควรไปเยือนสารนาถคือ การได้สัมผัสบรรยากาศที่เงียบสงบและเต็มไปด้วยพลังแห่งธรรมะ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการศึกษาประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนาและสักการะสถานที่อันศักดิ์สิทธิ์

วิธีเดินทางไป : จากพาราณสีสามารถนั่งแท็กซี่หรือรถตุ๊กตุ๊กไปสารนาถได้ (ใช้เวลาประมาณ 30 นาที)
เวลาเปิด-ปิด : เปิดทุกวัน เวลา 06:00 – 18:00 น.
7. ริมแม่น้ำคงคา (Ganges Ghats) – พาราณสี
ริมแม่น้ำคงคา ในเมืองพาราณสีเป็นหนึ่งในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของศาสนาฮินดู เชื่อกันว่าแม่น้ำคงคามีพลังชำระล้างบาปและมอบความเป็นสิริมงคลให้แก่ผู้ที่ได้สัมผัส เมืองพาราณสีมี คงคาฆาต (Ganga Ghats) หรือท่าน้ำมากมายที่ใช้สำหรับประกอบพิธีกรรมทางศาสนา
หนึ่งในจุดที่มีชื่อเสียงคือ ท่าอัศวเมธฆาต (Assi Ghat) ซึ่งเป็นจุดที่มีพิธีกรรม ‘อารตี’ (Aarti) หรือการบูชาไฟในช่วงเย็นอย่างอลังการ และ มณิกรรณิกาฆาต (Manikarnika Ghat) ซึ่งเป็นสถานที่เผาศพที่สำคัญของชาวฮินดู
การมาเยือนริมแม่น้ำคงคาจะทำให้คุณได้สัมผัสวัฒนธรรมฮินดูอย่างใกล้ชิด ได้เห็นวิถีชีวิตของผู้แสวงบุญ และชมพิธีกรรมอันเก่าแก่ที่สืบทอดกันมาหลายพันปี

วิธีเดินทางไป : จากสนามบินพาราณสีสามารถนั่งแท็กซี่ไปยังริมแม่น้ำคงคาได้ในเวลา 45 นาที
เวลาเปิด-ปิด : เปิดตลอด 24 ชั่วโมง แต่พิธีอารตีจัดขึ้นช่วงค่ำเวลาประมาณ 18:00 – 19:30 น.
8. คุรุทวาราบางลา ซาฮิบ (Gurudwara Bangla Sahib) – นิวเดลี
คุรุทวาราบางลา ซาฮิบ เป็นวัดของศาสนาซิกข์ที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งในนิวเดลี ตั้งอยู่ในย่านคอนนอทเพลซ เดิมเคยเป็นพระราชวังของมหาราชาไพร์ต วิหาร ซิงห์ และต่อมาได้กลายเป็นศาสนสถานที่สำคัญของชาวซิกข์
ภายในวัดมี สระน้ำศักดิ์สิทธิ์ (Sarovar) ที่เชื่อว่ามีพลังในการรักษาโรค และยังมี ‘ลังการ์’ (Langar) หรือโรงอาหารที่เปิดให้ทุกคนสามารถมารับประทานอาหารฟรีตามหลักการแบ่งปันของศาสนาซิกข์
การไปเยือนวัดแห่งนี้จะทำให้คุณได้สัมผัสกับวัฒนธรรมซิกข์ ได้เรียนรู้เกี่ยวกับศาสนาซิกข์ และสัมผัสบรรยากาศที่สงบและเต็มไปด้วยพลังแห่งศรัทธา

วิธีเดินทางไป : สามารถเดินทางโดยรถไฟใต้ดินไปยังสถานี Rajiv Chowk และเดินทางต่อด้วยรถแท็กซี่หรือรถตุ๊กตุ๊ก
เวลาเปิด-ปิด : เปิดตลอด 24 ชั่วโมง
9. ประตูอินเดีย (India Gate) – นิวเดลี
ประตูอินเดีย เป็นอนุสรณ์สถานสงครามที่สำคัญของอินเดีย ตั้งอยู่กลางกรุงนิวเดลี สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1931 เพื่อเป็นเกียรติแก่ทหารอินเดียที่เสียชีวิตในสงครามโลกครั้งที่ 1 และสงครามอัฟกานิสถาน ตัวประตูมีลักษณะคล้ายกับ ‘Arc de Triomphe’ ของฝรั่งเศส สูงประมาณ 42 เมตร
ในตอนกลางคืน ประตูอินเดียจะถูกประดับด้วยไฟส่องสว่างอย่างสวยงาม บริเวณโดยรอบมีสวนสาธารณะขนาดใหญ่ที่เหมาะสำหรับการเดินเล่นและพักผ่อน
เหตุผลที่ควรไปเยือนคือการได้สัมผัสบรรยากาศอันยิ่งใหญ่ของอนุสรณ์สถานแห่งชาติ พร้อมเรียนรู้ประวัติศาสตร์อินเดียในช่วงสงคราม

วิธีเดินทางไป : สามารถนั่งรถไฟใต้ดินไปยังสถานี Central Secretariat และเดินต่ออีกประมาณ 10 นาที
เวลาเปิด-ปิด : เปิดตลอด 24 ชั่วโมง
10. กุตับมินาร์ (Qutub Minar) – นิวเดลี
กุตับมินาร์ เป็นหอคอยสุเหร่าที่สูงที่สุดในอินเดีย ตั้งอยู่ในนิวเดลี สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1193 โดยสุลต่านกุตับอุดดิน ไอบัค เพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งชัยชนะของอิสลามที่เข้ามาปกครองอินเดีย ตัวหอคอยสร้างจากหินทรายแดงและหินอ่อน มีความสูงถึง 73 เมตร
โครงสร้างของกุตับมินาร์ได้รับอิทธิพลจากสถาปัตยกรรมเปอร์เซียและอาหรับ ประดับด้วยอักษรอาหรับแกะสลักที่สวยงาม นอกจากนี้ บริเวณโดยรอบยังมีซากปรักหักพังของอาคารเก่าแก่ เช่น มัสยิดคววตุลอิสลาม ซึ่งเป็นมัสยิดแห่งแรกในอินเดีย
กุตับมินาร์เป็นสถานที่ที่ควรไปเยือนเพราะเป็นมรดกโลกของยูเนสโก และเป็นหนึ่งในตัวอย่างสถาปัตยกรรมอิสลามที่สวยงามที่สุดในอินเดีย

วิธีเดินทางไป : สามารถนั่งรถไฟใต้ดินไปยังสถานี Qutub Minar และเดินทางต่อด้วยรถตุ๊กตุ๊ก
เวลาเปิด-ปิด : เปิดทุกวัน เวลา 07:00 – 17:00 น.
11. ถ้ำเอลโลรา (Ellora Caves) – รัฐมหาราษฏระ
ถ้ำเอลโลรา เป็นหนึ่งในแหล่งมรดกโลกของยูเนสโก ตั้งอยู่ในรัฐมหาราษฏระ และเป็นกลุ่มถ้ำที่แกะสลักจากหน้าผาหินจำนวน 34 ถ้ำ ซึ่งสร้างขึ้นระหว่างศตวรรษที่ 6-10 โดยสะท้อนถึงสามศาสนาหลัก ได้แก่ ฮินดู พุทธ และเชน ภายในมีวัดและสถูปขนาดใหญ่ที่แกะสลักอย่างละเอียดงดงาม
จุดเด่นที่สุดของเอลโลราคือ วิหารไกรลาศ (Kailasa Temple) ซึ่งเป็นวัดหินแกะสลักขนาดใหญ่ที่สร้างจากหินก้อนเดียว ถือเป็นสถาปัตยกรรมมหัศจรรย์ของโลก ภายในถ้ำยังมีภาพแกะสลักของเทพเจ้าและตำนานจากมหากาพย์รามายณะและมหาภารตะ
ถ้ำเอลโลราควรค่าแก่การเยี่ยมชมเพราะเป็นตัวอย่างของศิลปะอินเดียที่ยิ่งใหญ่ ถ่ายทอดความศรัทธาทางศาสนาและความสามารถด้านสถาปัตยกรรมที่น่าทึ่ง

วิธีเดินทางไป : จากเมืองออรังกาบัดสามารถนั่งแท็กซี่หรือรถบัสไปยังถ้ำเอลโลรา (ใช้เวลาประมาณ 40 นาที)
เวลาเปิด-ปิด : เปิดทุกวัน ยกเว้นวันอังคาร เวลา 06:00 – 18:00 น.
12. ถ้ำอชันตา (Ajanta Caves) – รัฐมหาราษฏระ
ถ้ำอชันตา เป็นแหล่งมรดกโลกที่สำคัญ ประกอบด้วยถ้ำ 30 แห่งที่ถูกสร้างขึ้นระหว่างศตวรรษที่ 2 ก่อนคริสต์ศักราช ถึงศตวรรษที่ 6 ถ้ำเหล่านี้เป็นศาสนสถานของชาวพุทธและมีภาพจิตรกรรมฝาผนังที่เก่าแก่และสวยงามที่สุดในอินเดีย
ภาพวาดภายในถ้ำอชันตาถือเป็นผลงานศิลปะชั้นเลิศ ถ่ายทอดเรื่องราวจากชาดกเกี่ยวกับพุทธประวัติและชีวิตของพระพุทธเจ้า ตัวถ้ำถูกซ่อนอยู่ท่ามกลางหน้าผาริมแม่น้ำวาฆุระ ทำให้มีบรรยากาศเงียบสงบ
ถ้ำอชันตาเป็นสถานที่ที่นักท่องเที่ยวและผู้สนใจศิลปะควรไปเยือน เพราะเป็นหลักฐานสำคัญของพุทธศิลป์และแสดงให้เห็นถึงเทคนิคการสร้างภาพจิตรกรรมที่มีชีวิตชีวา

วิธีเดินทางไป : จากออรังกาบัดสามารถนั่งรถบัสหรือแท็กซี่ไปยังถ้ำอชันตา (ใช้เวลาประมาณ 2.5 ชั่วโมง)
เวลาเปิด-ปิด : เปิดทุกวัน ยกเว้นวันจันทร์ เวลา 09:00 – 17:30 น.
13. พระราชวังไมซอร์ (Mysore Palace) – ไมซอร์
พระราชวังไมซอร์ เป็นหนึ่งในพระราชวังที่งดงามที่สุดของอินเดีย ตั้งอยู่ในเมืองไมซอร์ รัฐกรณาฏกะ เดิมสร้างขึ้นในศตวรรษที่ 14 แต่ถูกไฟไหม้และได้รับการบูรณะใหม่ในปี ค.ศ. 1912 โดยมีการผสมผสานระหว่างสถาปัตยกรรมอินเดีย อิสลาม และยุโรป
ภายในพระราชวังประดับด้วยกระจกสีและโคมไฟระย้าหรูหรา มีภาพจิตรกรรมและเฟอร์นิเจอร์ที่สะท้อนถึงความรุ่งเรืองของราชวงศ์วอดิยาร์ ทุกปีในช่วงเทศกาล Dasara พระราชวังจะถูกประดับด้วยไฟส่องสว่างนับแสนดวง สร้างความงดงามตระการตา
พระราชวังไมซอร์เป็นสถานที่ที่นักท่องเที่ยวควรไปเยือน เพราะเป็นหนึ่งในตัวอย่างของสถาปัตยกรรมที่หรูหราที่สุดของอินเดีย และสะท้อนถึงความมั่งคั่งของอดีตราชวงศ์

วิธีเดินทางไป : จากบังกาลอร์สามารถเดินทางโดยรถไฟหรือรถบัสไปยังไมซอร์ (ใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง)
เวลาเปิด-ปิด : เปิดทุกวัน เวลา 10:00 – 17:30 น.
14. เกาะอีเลแฟนตา (Elephanta Caves) – มุมไบ
เกาะอีเลแฟนตา เป็นแหล่งมรดกโลกที่มีถ้ำหินแกะสลักซึ่งสร้างขึ้นระหว่างศตวรรษที่ 5-8 ตั้งอยู่ในอ่าวมุมไบ ห่างจากฝั่งประมาณ 11 กิโลเมตร ภายในมีวัดฮินดูที่อุทิศให้พระศิวะ
จุดเด่นของเกาะอีเลแฟนตาคือ รูปสลักพระศิวะมหาโยคี (Trimurti Shiva) ซึ่งมีขนาดใหญ่ถึง 6 เมตร แสดงให้เห็นพระพักตร์ของพระศิวะ 3 ด้าน ซึ่งสื่อถึงพระศิวะในฐานะผู้สร้าง ผู้รักษา และผู้ทำลาย
สถานที่แห่งนี้เป็นจุดหมายปลายทางที่ไม่ควรพลาด เพราะมีความสำคัญทางศาสนาและศิลปะ อีกทั้งยังให้วิวทิวทัศน์ที่สวยงามของอ่าวมุมไบ

วิธีเดินทางไป : สามารถนั่งเรือจาก Gateway of India ในมุมไบไปยังเกาะอีเลแฟนตา (ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง)
เวลาเปิด-ปิด : เปิดทุกวัน ยกเว้นวันจันทร์ เวลา 09:00 – 17:00 น.
15. ชายหาดกัว (Goa Beaches) – รัฐกัว
กัว เป็นรัฐเล็กๆ ทางตะวันตกของอินเดียที่ขึ้นชื่อเรื่องชายหาดสวยงาม และเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก ชายหาดของกัวแบ่งออกเป็นสองโซนหลัก คือ หาดทางเหนือ (North Goa) ซึ่งมีบรรยากาศคึกคักเหมาะกับสายปาร์ตี้ เช่น หาดบากา (Baga Beach) และหาดอนจูน่า (Anjuna Beach) และ หาดทางใต้ (South Goa) ที่เงียบสงบเหมาะกับการพักผ่อน เช่น หาดปาโลเล็ม (Palolem Beach)
นอกจากชายหาดแล้ว กัวยังมีวัดฮินดูและโบสถ์เก่าแก่ที่ได้รับอิทธิพลจากโปรตุเกส เช่น โบสถ์บอม เฌซุส (Basilica of Bom Jesus) ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก
เหตุผลที่ควรไปเยือนกัวคือบรรยากาศชายหาดที่สวยงาม วัฒนธรรมที่ผสมผสานระหว่างอินเดียและยุโรป และกิจกรรมท่องเที่ยวที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นเล่นเซิร์ฟ ดำน้ำ หรือปาร์ตี้ยามค่ำคืน

วิธีเดินทางไป : สามารถบินตรงจากเมืองใหญ่ เช่น มุมไบ เดลี และบังกาลอร์ มาลงที่สนามบิน Dabolim หรือเดินทางโดยรถไฟและรถบัสจากรัฐใกล้เคียง
เวลาเปิด-ปิด : ชายหาดเปิดตลอด 24 ชั่วโมง แต่ร้านค้าและบาร์เปิด-ปิดตามช่วงเวลาของแต่ละแห่ง
16. ลาดักห์ (Ladakh) – แคชเมียร์
ลาดักห์ เป็นหนึ่งในดินแดนที่สวยงามและเงียบสงบที่สุดของอินเดีย ตั้งอยู่ในรัฐแคชเมียร์ทางตอนเหนือของประเทศ มีภูมิประเทศที่โดดเด่นด้วยเทือกเขาหิมาลัยและที่ราบสูงทะเลทราย ลาดักห์เป็นดินแดนที่ได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมทิเบต ทำให้มีวัดพุทธและวิถีชีวิตที่แตกต่างจากอินเดียส่วนใหญ่
สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญในลาดักห์ ได้แก่ ทะเลสาบพันกอง (Pangong Lake) ซึ่งเป็นทะเลสาบน้ำเค็มที่เปลี่ยนสีได้ตามช่วงเวลา หุบเขานูบร้า (Nubra Valley) ที่มีเนินทรายและอูฐสองโหนก และ วัดเฮมิส (Hemis Monastery) ซึ่งเป็นหนึ่งในวัดที่สำคัญที่สุดของพุทธศาสนานิกายวัชรยาน
ลาดักห์เป็นจุดหมายปลายทางที่เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการสัมผัสธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ วัฒนธรรมพุทธที่สงบ และกิจกรรมผจญภัย เช่น ขี่จักรยานบนเส้นทางที่สูงที่สุดในโลก และเดินป่าท่ามกลางภูมิประเทศอันแปลกตา

วิธีเดินทางไป : สามารถบินตรงจากเดลีไปยังสนามบินเลห์ (Leh) หรือเดินทางโดยถนนจากเมืองมานาลีหรือศรีนคร (ใช้เวลา 2-3 วัน)
เวลาเปิด-ปิด : เปิดตลอดทั้งปี แต่ช่วงที่ดีที่สุดในการเยือนคือเดือนพฤษภาคม – กันยายน เนื่องจากช่วงฤดูหนาวหิมะตกหนัก
17. หุบเขาสปิติ (Spiti Valley) – รัฐหิมาจัลประเทศ
หุบเขาสปิติ เป็นพื้นที่ห่างไกลทางตอนเหนือของรัฐหิมาจัลประเทศ และถูกขนานนามว่าเป็น “ดินแดนทิเบตแห่งอินเดีย” ด้วยทัศนียภาพที่แห้งแล้งแบบทะเลทรายภูเขาและวัดพุทธเก่าแก่ที่กระจายอยู่ทั่วพื้นที่
สถานที่สำคัญในหุบเขาสปิติ ได้แก่ วัดคีย์ (Key Monastery) ซึ่งเป็นวัดพุทธที่ใหญ่ที่สุดในหุบเขา ทะเลสาบจันทราทาล (Chandratal Lake) ซึ่งมีน้ำสีฟ้าสวยงามกลางภูเขาสูง และ หมู่บ้านคิบเบอร์ (Kibber Village) ที่เป็นหนึ่งในหมู่บ้านที่อยู่สูงที่สุดในโลก
การเดินทางไปยังหุบเขาสปิติเป็นความท้าทาย เนื่องจากถนนคดเคี้ยวและผ่านพื้นที่ภูเขาสูง แต่ก็คุ้มค่ากับการได้สัมผัสธรรมชาติอันยิ่งใหญ่และวัฒนธรรมพุทธที่ยังคงความดั้งเดิม

วิธีเดินทางไป : สามารถเดินทางจากเมืองมานาลีหรือชิมลาโดยรถยนต์ (ใช้เวลาประมาณ 10-12 ชั่วโมง)
เวลาเปิด-ปิด : เปิดตลอดทั้งปี แต่ฤดูร้อน (พฤษภาคม – กันยายน) เป็นช่วงที่เหมาะสมที่สุด
18. ดาร์จีลิง (Darjeeling) – รัฐเบงกอลตะวันตก
ดาร์จีลิง เป็นเมืองบนเทือกเขาหิมาลัยในรัฐเบงกอลตะวันตก และเป็นหนึ่งในเมืองที่มีชื่อเสียงเรื่องการปลูกชา ดาร์จีลิงเคยเป็นเมืองพักตากอากาศของชาวอังกฤษในสมัยอาณานิคม ทำให้มีอิทธิพลจากวัฒนธรรมยุโรป
สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ ได้แก่ จุดชมวิวไทเกอร์ฮิลล์ (Tiger Hill) ซึ่งเป็นจุดชมพระอาทิตย์ขึ้นที่สวยงามที่สุดแห่งหนึ่งของอินเดีย สวนชาดาร์จีลิง (Darjeeling Tea Gardens) ที่เป็นแหล่งผลิตชาคุณภาพเยี่ยมระดับโลก และ รถไฟของเล่นดาร์จีลิง (Darjeeling Himalayan Railway) ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกของยูเนสโก
เหตุผลที่ควรไปเยือนดาร์จีลิงคืออากาศเย็นสบายตลอดทั้งปี ทัศนียภาพที่งดงาม และวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ซึ่งผสมผสานระหว่างอินเดียและยุโรป

วิธีเดินทางไป : สามารถบินไปยังสนามบินบักโดกรา (Bagdogra) และต่อรถแท็กซี่ไปยังดาร์จีลิง (ใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง)
เวลาเปิด-ปิด : เปิดตลอดทั้งปี แต่ช่วงที่ดีที่สุดคือเดือนมีนาคม – มิถุนายน และกันยายน – พฤศจิกายน
19. อุทยานแห่งชาติกาซิรังกา (Kaziranga National Park) – รัฐอัสสัม
อุทยานแห่งชาติกาซิรังกา ตั้งอยู่ในรัฐอัสสัม และเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของ แรดอินเดียขอเดียว (Indian One-Horned Rhinoceros) ซึ่งมีอยู่มากที่สุดในโลก ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยยูเนสโกในปี ค.ศ. 1985
อุทยานแห่งนี้เป็นพื้นที่ชุ่มน้ำและทุ่งหญ้าเปิดที่เหมาะสำหรับสัตว์ป่า มีสัตว์อื่นๆ เช่น ช้างอินเดีย เสือโคร่ง และควายป่า นักท่องเที่ยวสามารถเพลิดเพลินไปกับ ซาฟารีขี่ช้าง หรือ ซาฟารีรถจี๊ป เพื่อล่องไปตามพื้นที่ของอุทยาน
กาซิรังกาเป็นสถานที่ที่ควรไปเยือนสำหรับผู้ที่รักธรรมชาติและต้องการเห็นสัตว์ป่าหายากในสภาพแวดล้อมที่เป็นธรรมชาติอย่างแท้จริง

วิธีเดินทางไป : สามารถบินไปยังสนามบินโจราฮัต (Jorhat) หรือสนามบินกูวาฮาติ (Guwahati) และเดินทางต่อโดยรถยนต์ไปยังอุทยาน (ใช้เวลาประมาณ 5 ชั่วโมง)
เวลาเปิด-ปิด : เปิดตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน – เมษายน (ฤดูมรสุมปิดทำการ) เวลา 05:30 – 16:00 น.
20. อุทยานแห่งชาติเกรละ (Periyar National Park) – รัฐเกรละ
อุทยานแห่งชาติเกรละ หรือที่รู้จักกันในชื่อ Periyar Tiger Reserve เป็นอุทยานแห่งชาติที่สำคัญของอินเดีย ตั้งอยู่ในรัฐเกรละ และเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่านานาชนิด โดยเฉพาะ เสือโคร่งอินเดีย และ ช้างเอเชีย
จุดเด่นของอุทยานแห่งนี้คือ ทะเลสาบเปริยาร์ (Periyar Lake) ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถล่องเรือชมสัตว์ป่าได้ อีกทั้งยังมีกิจกรรมเดินป่าและซาฟารีเชิงอนุรักษ์ให้เลือกสัมผัส อุทยานแห่งชาติเกรละเป็นสถานที่ที่เหมาะสำหรับผู้รักธรรมชาติ และต้องการสัมผัสกับบรรยากาศป่าฝนเขตร้อนของอินเดีย


วิธีเดินทางไป : สามารถบินไปยังสนามบินโคจิ (Cochin) และเดินทางต่อโดยรถยนต์ไปยังอุทยาน (ใช้เวลาประมาณ 4 ชั่วโมง)
เวลาเปิด-ปิด : เปิดทุกวัน เวลา 06:00 – 19:00 น.
21. บ้านลอยน้ำในแคชเมียร์ (Houseboats in Kashmir) – ศรีนคร
บ้านลอยน้ำในแคชเมียร์ เป็นหนึ่งในประสบการณ์ที่ไม่เหมือนใคร ตั้งอยู่ที่ทะเลสาบดาล (Dal Lake) และทะเลสาบนากิน (Nagin Lake) ในเมืองศรีนคร แคชเมียร์ บ้านลอยน้ำเหล่านี้มีมาตั้งแต่สมัยอาณานิคมอังกฤษ และกลายเป็นเอกลักษณ์ของแคชเมียร์
บ้านลอยน้ำในแคชเมียร์ได้รับการตกแต่งอย่างหรูหราในสไตล์แคชเมียร์ดั้งเดิม พร้อมด้วยเฟอร์นิเจอร์ไม้แกะสลักและพรมเปอร์เซีย นักท่องเที่ยวสามารถพักผ่อนบนเรือ พร้อมชมวิวเทือกเขาหิมาลัยและทัศนียภาพที่เงียบสงบ
การมาพักที่บ้านลอยน้ำจะทำให้คุณได้สัมผัสกับวัฒนธรรมของแคชเมียร์อย่างแท้จริง รวมถึงสามารถนั่ง ชิคารา (Shikara)หรือเรือไม้แบบพื้นเมืองเพื่อชมวิวทะเลสาบและตลาดน้ำ

วิธีเดินทางไป : สามารถบินตรงไปยังสนามบินศรีนครและนั่งแท็กซี่ไปยังท่าเรือเพื่อขึ้นบ้านลอยน้ำ
เวลาเปิด-ปิด : เปิดตลอดทั้งปี แต่ช่วงที่ดีที่สุดคือเดือนพฤษภาคม – ตุลาคม
22. เมืองสีฟ้าโจธปุระ (Blue City, Jodhpur) – รัฐราชสถาน
โจธปุระเป็นที่รู้จักในชื่อ เมืองสีฟ้า (Blue City) เนื่องจากบ้านเรือนในเมืองเก่าได้รับการทาสีฟ้าเพื่อสะท้อนความร้อนและเป็นสัญลักษณ์ของชนชั้นพราหมณ์ เมืองนี้เป็นศูนย์กลางทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ของรัฐราชสถาน
สถานที่สำคัญในโจธปุระคือ ป้อมเมห์รานการห์ (Mehrangarh Fort) ซึ่งเป็นหนึ่งในป้อมที่ใหญ่ที่สุดของอินเดีย ตั้งอยู่บนเนินเขาสูงและมองเห็นเมืองสีฟ้าได้จากมุมสูง อีกสถานที่น่าสนใจคือ Jaswant Thada อนุสรณ์สถานหินอ่อนที่สร้างขึ้นเพื่อระลึกถึงมหาราชาแห่งราชสถาน
เหตุผลที่ควรไปเยือนโจธปุระคือบรรยากาศเมืองเก่าที่มีเอกลักษณ์ ทิวทัศน์ที่งดงาม และวัฒนธรรมราชสถานที่เต็มไปด้วยสีสัน

วิธีเดินทางไป : สามารถบินตรงไปยังสนามบินโจธปุระ หรือเดินทางโดยรถไฟจากชัยปุระหรืออุทัยปุระ
เวลาเปิด-ปิด : เปิดตลอดทั้งปี แต่ช่วงที่ดีที่สุดคือเดือนตุลาคม – มีนาคม
23. เมืองอุทัยปุระ (Udaipur) – รัฐราชสถาน
อุทัยปุระเป็นที่รู้จักในชื่อ เมืองแห่งทะเลสาบ (City of Lakes) และเป็นหนึ่งในเมืองที่โรแมนติกที่สุดของอินเดีย เมืองนี้เต็มไปด้วยพระราชวังเก่าแก่ ทะเลสาบ และสถาปัตยกรรมราชสถานที่งดงาม
สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ ได้แก่ พระราชวังเมืองอุทัยปุระ (City Palace Udaipur) ซึ่งเป็นพระราชวังที่ใหญ่ที่สุดในราชสถาน และ ทะเลสาบพิโคลา (Lake Pichola) ซึ่งมีพระราชวังกลางน้ำที่สวยงาม นอกจากนี้ยังมี วัดจัคดิช (Jagdish Temple) ที่เป็นวัดฮินดูเก่าแก่
อุทัยปุระเป็นจุดหมายปลายทางที่เหมาะสำหรับการพักผ่อน ชมสถาปัตยกรรมอันวิจิตรงดงาม และสัมผัสบรรยากาศโรแมนติกของเมืองริมทะเลสาบ

วิธีเดินทางไป : สามารถบินไปยังสนามบินอุทัยปุระ หรือเดินทางโดยรถไฟจากโจธปุระหรือชัยปุระ
เวลาเปิด-ปิด : เปิดตลอดทั้งปี แต่ช่วงที่ดีที่สุดคือเดือนตุลาคม – มีนาคม
24. วัดรานัคปุระ (Ranakpur Jain Temple) – รัฐราชสถาน
วัดรานัคปุระ เป็นวัดศาสนาเชนที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของอินเดีย ตั้งอยู่ในรัฐราชสถาน วัดแห่งนี้สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 15 และโดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมหินอ่อนที่ละเอียดอ่อน
วัดมีเสาหินอ่อนแกะสลักกว่า 1,444 ต้น ซึ่งแต่ละต้นมีลวดลายแตกต่างกัน ภายในมีพระพุทธรูปเชนและห้องโถงขนาดใหญ่ที่ให้ความรู้สึกสงบและศักดิ์สิทธิ์ วัดรานัคปุระเป็นสถานที่ที่ควรไปเยือนเพราะเป็นตัวอย่างของสถาปัตยกรรมที่ละเอียดอ่อนที่สุดของอินเดีย และเป็นศูนย์กลางทางศาสนาของชาวเชน
วิธีเดินทางไป : สามารถเดินทางโดยรถยนต์จากอุทัยปุระ (ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง)
เวลาเปิด-ปิด : เปิดทุกวัน เวลา 06:00 – 17:00 น.

25. ทะเลทรายธาร์ (Thar Desert) – รัฐราชสถาน
ทะเลทรายธาร์ เป็นทะเลทรายที่ใหญ่ที่สุดของอินเดีย ครอบคลุมพื้นที่รัฐราชสถานและบางส่วนของปากีสถาน นักท่องเที่ยวสามารถสัมผัสประสบการณ์ซาฟารีอูฐและชมพระอาทิตย์ตกดินที่งดงาม โดยกิจกรรมเด่นในทะเลทรายธาร์ ได้แก่ การขี่อูฐซาฟารี (Camel Safari) การตั้งแคมป์กลางทะเลทราย และการชมการแสดงดนตรีพื้นเมืองราชสถาน ทะเลทรายธาร์เป็นจุดหมายปลายทางที่น่าตื่นเต้นสำหรับผู้ที่ต้องการสัมผัสชีวิตในทะเลทรายและวัฒนธรรมของชาวราชสถาน

วิธีเดินทางไป : สามารถเดินทางโดยรถไฟหรือรถบัสจากโจธปุระไปยังเมืองจัยแซลเมียร์ ซึ่งเป็นประตูสู่ทะเลทรายธาร์
เวลาเปิด-ปิด : เปิดตลอดทั้งปี แต่ช่วงที่ดีที่สุดคือเดือนตุลาคม – มีนาคม
ที่เที่ยวอินเดีย | อินเดียเที่ยวยากไหม?
หลายคนอาจสงสัยว่าการเที่ยวอินเดียเป็นเรื่องยากหรือไม่ คำตอบคือขึ้นอยู่กับรูปแบบการเดินทางและการเตรียมตัว หากคุณเป็นนักเดินทางที่ชอบความสะดวกสบาย เมืองใหญ่ๆ อย่างเดลี มุมไบ หรืออุทัยปุระ มีโรงแรมหรู ระบบขนส่งที่ดี และไกด์นำเที่ยวที่ช่วยให้การเดินทางราบรื่น แต่หากคุณต้องการสัมผัสประสบการณ์ท้องถิ่น เช่น การเดินทางไปยังแคชเมียร์ ลาดักห์ หรือทะเลทรายธาร์ อาจต้องเตรียมตัวให้ดีทั้งเรื่องสภาพอากาศ การเดินทาง และสุขอนามัย อย่างไรก็ตาม หากวางแผนดีและเปิดใจรับวัฒนธรรมใหม่ๆ อินเดียเป็นประเทศที่เต็มไปด้วยความน่าตื่นเต้นและคุ้มค่าต่อการเดินทางอย่างแน่นอน
ที่เที่ยวอินเดีย | ควรระวังอะไรบ้าง?
การเที่ยวอินเดียเป็นประสบการณ์ที่น่าตื่นเต้น แต่ก็มีบางเรื่องที่ควรระมัดระวังเพื่อให้การเดินทางปลอดภัยและราบรื่น โดยสิ่งที่ต้องระวังเป็นพิเศษ
1. อาหารและน้ำดื่ม อินเดียมีอาหารที่อร่อยและหลากหลาย แต่ควรเลือกทานอาหารที่สะอาดและทำร้อนใหม่ๆ หลีกเลี่ยงอาหารริมทางที่ดูไม่น่าไว้ใจ และดื่มน้ำจากขวดที่ปิดสนิทเท่านั้น ไม่ควรดื่มน้ำก๊อกหรือใช้น้ำแข็งที่ไม่รู้แหล่งที่มา เพื่อป้องกันโรคท้องร่วงหรืออาหารเป็นพิษ
2. สุขอนามัยและโรคติดต่อ ควรพกเจลแอลกอฮอล์ล้างมือ และกระดาษทิชชู่ติดตัว เพราะห้องน้ำสาธารณะบางแห่งอาจไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกเพียงพอ นอกจากนี้ ควรฉีดวัคซีนที่จำเป็น เช่น วัคซีนไวรัสตับอักเสบ A และ B วัคซีนไทฟอยด์ และวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า หากต้องเดินทางไปในพื้นที่ชนบท
3. การเดินทางและความปลอดภัยบนท้องถนน การจราจรในอินเดียค่อนข้างวุ่นวายและมีรถสัญจรตลอดเวลา หากต้องข้ามถนนควรใช้ความระมัดระวังและมองรอบด้านเสมอ การใช้บริการแท็กซี่หรือรถตุ๊กตุ๊ก ควรตกลงราคาหรือใช้แอปพลิเคชันเรียกรถ เช่น Uber หรือ Ola เพื่อป้องกันการถูกโกง
4. การถูกโกงและมิจฉาชีพ อินเดียมีมิจฉาชีพและการโกงนักท่องเที่ยวในบางพื้นที่ เช่น การเสนอไกด์นำเที่ยวที่ไม่เป็นทางการ การเรียกเก็บเงินเกินราคาสำหรับของที่ระลึก หรือการหลอกขายเครื่องรางของขลัง ควรตรวจสอบราคาก่อนซื้อของ และเลือกใช้ไกด์หรือทัวร์ที่เชื่อถือได้
5. ความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวหญิง หากเป็นนักท่องเที่ยวหญิงที่เดินทางคนเดียว ควรแต่งกายสุภาพและไม่ใส่เสื้อผ้าที่รัดรูปจนเกินไป หลีกเลี่ยงการเดินทางคนเดียวในที่เปลี่ยวหรือในเวลากลางคืน และควรแจ้งที่พักเกี่ยวกับแผนการเดินทางของคุณ
6. ปัญหาสภาพอากาศและมลพิษ บางเมืองของอินเดีย เช่น เดลี มีปัญหามลพิษทางอากาศที่รุนแรง ควรพกหน้ากากป้องกันฝุ่น (N95) โดยเฉพาะช่วงฤดูหนาว นอกจากนี้ หากเดินทางไปพื้นที่ที่มีอากาศหนาวจัด เช่น ลาดักห์ หรือแคชเมียร์ ควรเตรียมเสื้อผ้ากันหนาวและอุปกรณ์กันหนาวให้เพียงพอ
7. ระวังสัตว์จรจัดและวัวบนท้องถนน อินเดียมีวัวและสุนัขจรจัดจำนวนมาก ควรหลีกเลี่ยงการเข้าใกล้หรือให้อาหารสัตว์เหล่านี้ เพราะอาจเสี่ยงต่อการถูกกัดหรือโรคพิษสุนัขบ้า
8. การใช้เงินสดและบัตรเครดิต ถึงแม้อินเดียจะมีระบบการจ่ายเงินผ่านแอปพลิเคชันเช่น Paytm หรือ Google Pay แต่ในบางพื้นที่ยังคงใช้เงินสดเป็นหลัก ควรพกเงินสดในปริมาณที่เหมาะสมและเก็บแยกไว้หลายที่เพื่อป้องกันการสูญหาย
” แม้ว่าการเที่ยวอินเดียอาจมีความท้าทาย แต่หากเตรียมตัวให้ดีและระมัดระวังในเรื่องเหล่านี้ ก็สามารถเที่ยวอินเดียได้อย่างปลอดภัยและสนุกไปกับเสน่ห์ของประเทศนี้ได้อย่างเต็มที่ “
ที่เที่ยวอินเดีย | ต้องใช้วิซ่าไหม?
คนไทยที่ต้องการเดินทางไปท่องเที่ยวในอินเดียจำเป็นต้องขอวีซ่าล่วงหน้า อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2567 ถึง 31 ธันวาคม 2567 รัฐบาลอินเดียได้ยกเว้นค่าธรรมเนียมสำหรับวีซ่าอิเล็กทรอนิกส์ประเภทท่องเที่ยว (e-Tourist Visa) สำหรับผู้ถือหนังสือเดินทางไทย สำหรับผู้ที่สนใจสามารถยื่นขอ e-Tourist Visa ได้ผ่านเว็บไซต์ https://indianvisaonline.gov.in/evisa/tvoa.html โดยควรยื่นล่วงหน้าอย่างน้อย 4 วันก่อนการเดินทาง โดยโปรดตรวจสอบข้อมูลล่าสุดก่อนการเดินทาง เนื่องจากนโยบายวีซ่าอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้
ที่เที่ยวอินเดีย อินเดียเป็นดินแดนที่เต็มไปด้วยเสน่ห์ของประวัติศาสตร์ ศิลปะ วัฒนธรรม และธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ ทั้ง 25 ที่เที่ยวอินเดีย สถานที่เที่ยวที่แนะนำนี้สะท้อนถึงความหลากหลายของอินเดีย ตั้งแต่สิ่งมหัศจรรย์ของโลกอย่างทัชมาฮาล สถาปัตยกรรมพระราชวังอันงดงามในราชสถาน ความศักดิ์สิทธิ์ของแม่น้ำคงคาและวัดโบราณ สู่ความเงียบสงบของเทือกเขาหิมาลัยและบ้านลอยน้ำในแคชเมียร์ ไปจนถึงอุทยานแห่งชาติที่อุดมไปด้วยสัตว์ป่าหายาก และทะเลทรายธาร์อันกว้างใหญ่ อินเดียเป็นจุดหมายปลายทางที่ตอบโจทย์ทั้งสายวัฒนธรรม สายผจญภัย และสายธรรมชาติ ทำให้การเดินทางมายังดินแดนภารตะครั้งหนึ่งในชีวิตเป็นประสบการณ์ที่คุ้มค่าและน่าจดจำ
ที่เที่ยวอินเดีย อินเดียนั้นเป็นประเทศที่เต็มไปด้วยความมหัศจรรย์ ไม่ว่าจะเป็นสถาปัตยกรรมอันยิ่งใหญ่ ธรรมชาติที่น่าตื่นตา หรือวัฒนธรรมอันลึกซึ้ง การเดินทางไปยัง 25 สถานที่ท่องเที่ยวที่แนะนำนี้ จะทำให้คุณได้สัมผัสกับความงดงามและเสน่ห์ของดินแดนภารตะในหลากหลายมิติ ไม่ว่าคุณจะเป็นสายประวัติศาสตร์ สายธรรมชาติ หรือสายผจญภัย อินเดียมีทุกอย่างให้ค้นพบ แล้วคุณล่ะ พร้อมออกเดินทางสู่ประเทศที่เต็มไปด้วยสีสันแห่งนี้แล้วหรือยัง?
>> ประวัติทั่วไปของอินเดีย คลิก
ชอบบทความและสนันสนุนให้กำลังใจเราชาวเอสพี ทำไงดีนะ…?
1. กดแชร์ต่อ ให้เพื่อนอ่านบทความดีๆบ้าง
2. คลิก Like และ ติดตามเราได้ที่ Facebook https://facebook.com/spregaltravel/
“เรามุ่งมั่นที่จะทำทัวร์ท่องเที่ยวให้แตกต่างจากทั่วไป สถานที่ที่คุณจะได้ไปนั้นนอกจากจะได้ท่องเที่ยวพักผ่อนไปกับเราแล้วเรายังเปิดประสบการณ์ใหม่ๆให้กับคุณอีกด้วย กับแผนการเดินทางที่แตกต่างและไม่จำเจเหมือนกับทั่วๆไป อีกทั้งคุณยังได้รับการดูแลและมีบริการที่แตกต่าง ให้คุณเปรียบเสมือนคนพิเศษ ให้ได้รู้สึกสัมผัสการไปเที่ยวไม่เหมือนใคร และจะประทับใจแบบไม่มีทางลืมได้เลย..” คุณสามารถติดต่อหาเราได้ตามช่องทางข้างล่างนี้เพื่อเลือกเคมเปญที่เหมาะสมที่สุดให้กับคุณ
💬 ติดต่อเราได้เลย!

Comment (0)